• กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 04-3754-416 (1756)

ผลของโปรแกรมออกกำลังกำยฟื้นฟูไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1,2
Effects of a Renal Rehabilitation Exercise Program in Chronic Kidney Disease Patients Stage 1 and 2

  • ปีงบประมาณ : 2563 | ประเภททุน : ทุน นิสิต ป.โท
  • งบประมาณที่ขอสุทธิ : 20,000 บาท

ความสำคัญ/ ที่มา :

ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease, CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกโดยรวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีการดำเนินของโรคไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (End-stage renal disease, ESRD) ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตและการปลูกถ่ายไต (renal replacement therapy) จากการศึกษา Thai SEEK Study โดยสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2552 พบว่ามีความชุกของโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 1-5 เท่ากับ 17.5% ของประชากร แจกแจงความชุกของโรคไตเรื้อรังออกเป็นระยะที่ 1-5 ได้เป็น 3.3%, 5.6%, 7.5%, 0.8% และ 0.3% ตามลำดับ ความชุกของโรคไตเรื้อรังจำแนกตามพื้นที่ของประชากรในกรุงเทพฯ (23.9%) ภาคเหนือ (22.2%) และตะวันออกเฉียงเหนือ (20.4%) มีสูงกว่าภาคกลาง (13.7%) และภาคใต้ (13.4%) และพบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ อายุ เพศ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง hyperuricemia ประวัตินิ่วในไต และการใช้ยาสมุนไพรโดยความชุกของโรคไตเรื้อรังจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (Praditpornsilpa, 2011)

ในปี 2558 สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่จะต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทนไตประมาณ 1 แสนราย และมีผู้เป็นไตเรื้อรังรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละกว่า 10,000 ราย โดยสาเหตุส่วนใหญ่ร้อยละ 36.6 มาจากโรคเบาหวาน รองลงมาร้อยละ 26.8 มาจากโรคความดันโลหิตสูง และไม่ทราบสาเหตุอีกร้อยละ 22.8 หากผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะนำไปสู่โรคแทรกซ้อน และถึงแก่ชีวิตได้ สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตจากสถานพยาบาลที่ให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เกิดจากโรคเบาหวานมากที่สุด รองลงมาคือโรคความดันโลหิตสูง การล้างไตทางช่องท้องหรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และโดยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ (ประเสริฐ ธนกิจจารุ, 2558) จากข้อมูลดังกล่าวทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกลุ่มก่อนการบำบัดทดแทนไตมีจำนวนมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการดูแลที่ดีทั้งจากตัวผู้ป่วยเองและบุคลากรทางการแพทย์จะสามารถลดภาวะแทรกซ้อน อัตราการเจ็บป่วย อัตราการตาย ค่าใช้จ่ายในการรักษา ช่วยยืดระยะเวลาและลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต

เนื่องจากโรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขและมีความสำคัญสูงดังกล่าวมาแล้วกระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการจัดระบบบริการ โดยได้กำหนดไว้เป็นสาขาหนึ่งของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (service plan) คือ 1) การป้องกัน จากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่าสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ดังนั้นการป้องกันจึงเน้นเรื่องการควบคุมโรคดังกล่าว โดยใน service plan สาขาไตและ service plan สาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (noncommunicable disease, NCD) ในกลุ่มการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้กำหนดให้สถานบริการทุกระดับทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง โดยมีโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) เป็นแม่ข่าย และกำหนดให้มีการจัดบริการคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD clinic) ในโรงพยาบาลระดับต่างๆ ที่มีการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงอย่างเป็นระบบซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไตเรื้อรังได้ การตรวจคัดกรองในปัจจุบันจะเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยใน service plan กำหนดให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องได้รับการตรวจคัดกรองโปรตีนในปัสสาวะและเจาะเลือดวัดระดับ creatinine (Cr) และรายงานเป็น estimated glomerular filtration rate (eGFR) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต้องได้รับการตรวจเลือดวัดระดับ Cr และรายงานเป็น eGFR อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 3) การชะลอการเสื่อมหน้าที่ของไต การกำหนดให้มีการจัดบริการคลินิกโรคไตเรื้อรัง (CKD clinic) ในโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับ รพช. ขนาดกลาง (F2) ขึ้นไปและได้มีการกำหนดองค์ประกอบของ CKD clinic ต้องมี 3 องค์ประกอบดังนี้ (1) บุคลากรประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหารหรือโภชนากร เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด (2) Education program เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและชุมชน (3) การจัดระบบข้อมูลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

จากข้อมูลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของโรงพยาบาลร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี 2559-2561 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 และ 2 จำนวนร้อยละ 68.56, 81.48 และ 80.07 ตามลำดับ และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังขึ้นทุกปี ซึ่งจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 และ 2 มีมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกระยะ (ฐานข้อมูลด้านสุขภาพจังหวัดกาฬสินธุ์, 2561) ในปัจจุบันการดูแลของโรงพยาบาลร่องคำในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3–5 จะได้รับการดูแลในคลินิกไตเรื้อรัง (CKD clinic) ส่วนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 และ 2 เป็นการดูแลร่วมกับคลินิกโรคเรื้อรัง (NCD clinic) ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะได้รับคำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากพยาบาลประจำคลินิกคือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับดี การควบคุมระดับไขมันในเลือด การควบคุมน้ำหนัก โภชนาการ การงดสูบบุหรี่และสุรา รวมไปถึงการออกกำลังกาย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยเล็งเห็นความสำคัญการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มักถูกมองข้ามไม่ได้รับความสนใจในเชิงคลินิก เนื่องจากผู้ให้บริการมีความเชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ไม่มีรูปแบบในการออกกำลังกายที่ชัดเจน ผู้ป่วยมีข้อจำกัดด้านเวลาในการออกกำลังกาย มีข้อห้ามสำหรับการออกกำลังกาย หรือผู้ป่วยไม่เห็นคุณค่าและปฏิเสธการออกกำลังกาย ซึ่งพบว่าการเลือกชนิดของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ป่วยเรื้อรังโรคไตเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเป็นประจำสามารถเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายได้ และการศึกษาในปัจจุบันพบว่าในผู้โรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นจะทำให้ค่าการทำงานของไตสามารถกลับมาปกติหรือเพิ่มขึ้นได้  จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรไตเรื้อรัง จึงทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมออกกำลังกายฟื้นฟูไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1, 2

วัตถุประสงค์ :

1. เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้โปรแกรมออกกำลังกายฟื้นฟูไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1, 2

2. เปรียบเทียบผลของโปรแกรมออกกำลังกายฟื้นฟูไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1, 2 ต่อค่าการทำงานของไตและสมรรถภาพทางกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม