• กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 04-3754-416 (1756)

การพัฒนาโมเดลการฝึกอบรมแบบผสมผสานตามหลักการนำตนเองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการรู้ดิจิทัล สำหรับครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
The Development of a Blended Training Model Based on Self Directed Learning Principles to Enhance Digital Literacy Competencies for Teachers in the Office of Basic Education Commission

  • ปีงบประมาณ : 2563 | ประเภททุน : ทุน นิสิต ป.เอก
  • ผู้ร่วมโครงการ : สนธยา หลักทอง
  • งบประมาณที่ขอสุทธิ : 20,000 บาท

ความสำคัญ/ ที่มา :

ปัจจุบันโลกเริ่มเข้าสู่ยุคระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงานเหมือนที่ผ่านมาในอดีตอีกต่อไป หากแต่จะหลอมรวมเข้ากับชีวิตคนอย่างแท้จริงและจะเปลี่ยนโครงสร้างรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระบวนการผลิต การค้า การบริการ และกระบวนการทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยจึงต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยในบริบทของประเทศไทยเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถตอบปัญหาความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่หรือเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านรายได้ การศึกษา การรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์ การเข้าถึงข้อมูล เป็นต้น อันจะส่งผลให้เกิดการกระจายทรัพยากรและโอกาสที่ทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรมยิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศทั้งบุคลากรทางด้านเทคโนโลยี บุคลากรที่ทำงานในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่จะต้องชาญฉลาด รู้เท่าทันสื่อและเท่าทันโลก (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. 2559)  สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการศึกษา ในหมวดที่ 9 เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือ ทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต  และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และ ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  โดยรัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม. 2553) รวมทั้งแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาที่ทันสมัย สนองตอบความต้องการของผู้เรียนและผู้ใช้บริการอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์และการผลิตรายการเพื่อการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือยการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายในสถานศึกษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายใน 5 ปี (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2560)

           เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) เป็นเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกคน การดำเนินงานของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมทุกๆ องค์กร แต่เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาตลอดเวลาซึ่งยากต่อการคาดเดาในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและนัยจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก มีการเผยพร่หรือกระจายเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาใช้สำหรับติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อการศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ที่อยู่ห่างไกล โดยอาศัยอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม  ซึ่งในอนาคตข้างหน้าจะมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเรียนรู้และการศึกษา ปัจจุบันมีสถานศึกษากว่า 30,000 แห่งที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศไทย ผลจากการสำรวจพบว่ายังมีสถานศึกษาจำนวนมากที่ประสบปัญหาด้านการเชื่อมต่อ และปัญหาเรื่องความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การให้บริการไม่ทั่วถึง นอกจากนี้จำนวนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียน  การสอนยังไม่เพียงพอต่อผู้เรียน และล้าสมัย รวมทั้งครูผู้สอนขาดความชำนาญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการสอนส่งผลให้ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ประเทศไทย ยังมีเนื้อหาในรูปแบบสื่อดิจิทัลที่หลากหลาย เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของคนในประเทศไม่เพียงพอ กล่าวคือยังคงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านเนื้อหา (Content Divide) ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของความเหลื่อมล้ำดิจิทัล (Digital Divide) เนื้อหาที่สำคัญที่ยังขาดไป อาทิ สื่อการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ และสื่อที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับท้องถิ่นทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ที่ต่างกันดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในขณะที่ประชาชนเริ่มมีการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ และแท็บเล็ต แต่ประชาชนส่วนให้ญ่ยังคงเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสนุกสนาน บันเทิง โดยไม่ได้นำเทคโนโลยีไปก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร และยังต้องมีการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับสังคมให้ม่ ที่รวมถึงการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ สื่อต่าง ๆ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ.  2559)

           "ครู" เป็นผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในทุกภาคส่วนของการศึกษา ดังนิยามของคำว่าครูที่ว่า ครูคือผู้ที่ให้ความรู้ไม่จำกัดทุกที่ทุกเมื่อ ครูต้องเต็มไปด้วยความรู้และรู้จักขวนขวายหาความรู้ให้ม่ สะสมความดี มีบารมีมาก และครูที่ดีจะต้องไม่ปิดบังความรู้ ควรมีจิตวิญญาณของความเป็นครู การสร้างสมรรถนะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Competency) ในกลุ่มของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน  ทั้งนี้การสร้างแรงจูงใจ (Incentive) เพื่อให้ครูหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ถือเป็นสิ่งที่ครูในฐานะที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพเพื่อให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลได้กำหนดไว้  จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่จะต้องมีการพัฒนากำลังคนทั้งปริมาณและคุณภาพให้มีสมรรถนะด้านการรู้ดิจิทัล กล่าวคือ พัฒนากลุ่มทักษะที่เป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ยังต้องมีการปรับโครงสร้างกำลังคนทางด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบในลักษณะของการบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประชากรดิจิทัล(Digital Citizens) แต่ผลจากการสำรวจของหลายหน่วยงาน เช่น  We are Social ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนด้านอินเทอร์เน็ตสื่อสังคมออนไลน์ ของประเทศสิงคโปร์ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลและพฤติกรรมในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย พบว่าในปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) จากจำนวนประชากรของประเทศไทยทั้งหมด 68.22 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 46 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 67 ของประชากร ผลการสำรวจดังกล่าว พบว่า วัตถุประสงค์ในการใช้งานส่วนให้ญ่จะมุ่งเน้นเพื่อความบันเทิง ซื้อขายสินค้าและบริการ และการติดต่อสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นส่วนให้ญ่ (We are Social. 2016) นอกจากนี้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (2559) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการชิอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์   เคลื่อนที่ของคนไทย พบว่า กิจกรรมที่เป็นที่นิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ ได้แก่ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ การดูคลิปวีดีโอ การอ่านหนังสือและข่าวรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกิจกรรมที่เป็นที่นิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้แก่ การค้นหาข้อมูล การรับ- ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  การรับชมคลิปวีดีโอ สำหรับคนไทยกิจกรรมที่คนไทยชอบใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์มากที่สุด คือการเสียภาษีออนไลน์ และการเรียนในรูปแบบ e-Learning  ส่วนการซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์และการชำระค่าบริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พบว่านิยมใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ จากผลการศึกษาดังกล่าวแสดงถึงสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับคนไทยต้องได้รับการพัฒนา เนื่องจากมีการใช้งานและการเข้าถึงที่ยังครอบคลุม ทั่วถึงและใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพรวมทั้งไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อการสร้างมูลค่าหรือใช้ในเทคโนโลยีดังกล่าวในการพัฒนานวัตกรรม สอดคล้องกับที่ ไชยยา อะการะวัง (2558) ได้กล่าวไว้ว่า ครูมากกว่าร้อยละ 40 ยังขาดความสามารถในการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะครูที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนได้จัดให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน มีระบบอินเทอร์เน็ตโดยครูเหล่านั้นให้เหตุผลในการไม่ใช้งานว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่อยากเรียนรู้ จึงไม่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเรียนการสอน ส่วนครูที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมีความสามารถในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับดี สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้  และจากรายงานผลการศึกษาตัวชี้วัด ICT ด้านการศึกษาในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2557 พบว่า การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษาส่วนให้ญ่ใช้เพื่อการเรียนการสอนและการบริหารงาน โดยมีการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างเดียวร้อยละ 73.97 ใช้เพื่อการบริหารอย่างเดียวร้อยละ14.54 และการนำมาใช้ทั้งการเรียนการสอนและการบริหารร้อยละ 64.86  ส่วนครูผู้สอนที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานด้าน ICT เพื่อการศึกษามีจำนวนค่อนข้างน้อยคิดเป็นร้อยละ 29.82 ของครูทั้งหมด โดยเข้ารับการทดสอบมาตรฐานด้าน ICT ในระดับมาตรฐานสากล เช่น Microsoft , Cisco, และ ITPE เป็นต้น และการทดสอบศูนย์มาตรฐาน ตามหลักสูตรฝึกอบรมด้าน ICT ของกระทรวงศึกษาธิการ  นอกจากนั้นผลการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาครูด้วยกระบวนการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้งานทางด้านICT พบว่ามีดำเนินการไม่ทั่วถึง
มีจำนวนครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการเรียนการสอนคิดเป็นร้อยละ 47.42 ผ่านการอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตช่วยในการเรียนการสอนคิดเป็นร้อยละ 47.78 ผ่านการอบรมการสอนวิชาทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐานเพียงร้อยละ 48.49 และพบด้วยว่าจำนวนครูผู้สอนที่มีวุฒิทางด้าน ICT นั้นมีจำนวนน้อยมากเพียงร้อยละ 10.79 แต่ในด้านการนำ ICT  ไปใช้งานนั้นพบว่ามีครูนำ ICT ไปใช้ในการเรียนการสอนและใช้ในการทำงานมากถึงร้อยละ 61.66 และ 72.27 ตามลำดับ ส่วนความสามารถในการใช้งานจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และการใช้ Social Media ของครูนั้นพบว่ามีร้อยละ 71.91 และ 74.76 ตามลำดับที่สามารถใช้งานสื่อดิจิทัลดังกล่าวได้  (กระทรวงศึกษาธิการ. 2557) ผลจากการศึกษาที่กล่าวมาเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าครูผู้สอนในกระทรวงศึกษาธิการยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล หรืออาจกล่าวได้ว่าต้องได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การปฏิบัติงาน และการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

           เกี่ยวกับการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy)  มหาวิทยาลัยดีคิน (Deakin University) (2013)  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้ให้ความหมายของการรู้ดิจิทัลคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นหา การใช้และการเผยแพร่สารสนเทศ ซึ่งการรู้ดิจิทัลไม่ใช่สมรรถนะที่มีความคงที่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการรู้ดิจิทัล นอกจากนี้ Lee (2013) ได้ให้ความหมายของการรู้ดิจิทัลไว้ว่า การรู้ดิจิทัล คือ ความสามารถในการทำความเข้าใจและการใช้สารสนเทศในรูปแบบที่ หลากหลายจากแหล่งต่างๆ ที่นำเสนอผ่านทางคอมพิวเตอร์ เช่น การดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลจาก อินเทอร์เน็ต การใช้ไฮเปอร์เท็กซ์ ความสามารถในการใช้โปรแกรมค้นหาเพื่อสืบค้นสารสนเทศ การประเมินคุณภาพเว็บไซต์ กฎหมายและลิขสิทธิ์ที่คุ้มครองทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บไซต์ และการอ้างอิงสารสนเทศจากเว็บไซต์ รวมถึงการสื่อสารบนเว็บไซต์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ การเรียนรู้ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โปรแกรมประยุกต์เว็บทางสังคม สรุปได้ว่า การรู้ดิจิทัล คือ ความสามารถที่หลากหลายกุญแจสำคัญที่ควรเป็นองค์ประกอบในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันซึ่งทักษะเหล่านั้นประกอบไปด้วย ความเข้าใจ (Understanding) การใช้งาน (Utilization) การสร้าง (Creativity) การประเมิน (Evaluation) ความปลอดภัย (Security) และการแบ่งปัน (Share)

           การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรในด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของแต่ละองค์กรหรือหน่วยงานมีหลากหลายวิธี เช่น การศึกษาดูงาน การประชุมสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาต่อ การฝึกงาน การทัศนศึกษา รวมทั้งการฝึกอบรมถือว่าเป็นวิธีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้บุคลากรมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นกระบวนการในการพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถ ตรงตามความต้องการหรือทัศนคติขององค์การหรือหน่วยงาน ซึ่งรูปแบบหรือกระบวนการฝึกอบรมเป็นสิ่งสําคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความสําเร็จในการฝึกอบรม โดยเลือกใช้สื่อและวิธีการในการอบรมที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสนใจและติดตามเนื้อหา ส่งผลให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิดการเรียนรู้ มีความรู้และมีความสามารถในการปฏิบัติงานได้จริง สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลรวมทั้งสามารถฝึกปฏิบัตินอกเหนือจากการฝึกอบรม สำหรับรูปแบบการฝึกอบรมที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งสามารถโต้ตอบระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว จึงมีแนวคิดในการประยุกต์ใช้ศักยภาพดังกล่าวสำหรับการฝึกอบรมนอกเหนือจากการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมในรูปแบบการอบรมแบบเผชิญหน้า (Face to Face)  ไปสู่การฝึกอบรมแบบผสมผสาน (Blended Training) ซึ่งเป็นรูปแบบการฝึกอบรมที่มุ่งพัฒนาบุคลากรโดยการผสมผสานระหว่างการอบรมแบบดั้งเดิมกับการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เนื่องจากการฝึกอบรมแบบผสมผสานมีความยืดหยุ่น ตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการอบรม อีกทั้งยังสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและทบทวนเนื้อหาเดิมได้อีกด้วย โดยมีการผสมผสานยุทธวิธีในการเรียนการสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น การฝึกอบรมแบบพบหน้าวิทยากร การบรรยายการฝึกปฏิบัติ ร่วมกับวิธีการฝึกอบรมบนเว็บ เช่น การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การศึกษาเนื้อหาการฝึกอบรมบนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิดบนอินเทอร์เน็ต การสนทนาผ่านเครือข่ายสังคมอนไลน์  การส่งงานผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิดการเรียนรู้ ผลการวิจัยของ คชากฤษ เหลี่ยมไธสง (2554) ดวงกมล บุญธิมา (2554) ภราดร เสถียรไชยกิจ (2555) ปัทมา จันทรวิมล (2556) จารุมน หนูคง และ ณมน จีรังสุวรรณ (2558) และ ไชยยา อะการะวัง (2558) พบว่า การฝึกอบรมแบบผสมผสานมีประสิทธิภาพที่ดีและส่งผลต่อความรู้ ทักษะ และเจตคติของผู้เข้ารับการอบรมตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เนื่องมาจากกิจกรรมการฝึกอบรมและรูปแบบการออกแบบและจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการเรียนแบบออนไลน์และการเรียนแบบเผชิญหน้า สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เข้ารับการฝึกอบรมโดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายของฝึกอบรมได้เป็นอย่างดี

           สำหรับการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาก่อนแล้วการเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self–Directed Learning) เป็นวิธีการเรียนรู้แบบหนึ่งซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับครู ซึ่งการเรียนรู้แบบนำตนเองมีแนวคิดพื้นฐานมาจากทฤษฎีกลุ่มมานุษยนิยม โดยมีความเชื่อเรื่องความเป็นอิสระ และความเป็นตัวของตัวเองของมนุษย์ ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความดี มีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง สามารถหาทางเลือกของตนเอง มีศักยภาพและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างไม่มีขีดจำกัด มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก คือ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าผู้เรียนจะจบการศึกษาไปแล้วก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นการเอื้อต่อ การพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self-Directed Learning) เป็นการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนรับผิดชอบในการวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินผล ความก้าวหน้าของการเรียนของตนเอง เป็นลักษณะซึ่งผู้เรียนทุกคนมีอยู่ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์การเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนสามารถถ่ายโอนการเรียนรู้และทักษะที่เกิดจากการเรียนจากสถานการณ์หนึ่งไปยังอีกสถานการณ์หนึ่งได้ สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบนำตนเอง เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง ตั้งเป้าหมายในการเรียน แสวงหาผู้สนับสนุน แหล่งความรู้ สื่อการศึกษาที่ใช้ในการเรียนรู้ และประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ทั้งนี้ผู้เรียนอาจได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรืออาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ได้ ในการกำหนดพฤติกรรมตามกระบวนการดังกล่าว

           จากสภาพปัญหาและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การปฏิบัติดิจิทัลและการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยเพื่อก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล รวมทั้งรูปแบบการเรียนรู้แบบนำตนเองที่มีความเหมาะสมสำหรับครู รวมทั้งความจำเป็นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาโมเดลการฝึกอบรมแบบผสมผสานด้วยหลักการนำตนเองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการรู้ดิจิทัลด้วย สำหรับครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เพื่อให้ครูผู้สอนเป็นบุคคลที่มีสมรรถนะทางด้านการรู้ดิจิทัล และสามารถนำความรู้ ทักษะที่จำเป็น รวมทั้งเกิดเจตคติที่ดี ไปใช้ในการ การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะส่งผลต่อนักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะและเจตคติสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะเป็นประชาชนที่มีสมรรถนะด้านการรู้ดิจิทัล (Digital Citizens) เพื่อก้าวสู่ประเทศไทยในยุคดิจิทัล (Digital Thailand)

วัตถุประสงค์ :

1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการรู้ดิจิทัล ของครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

2. เพื่อพัฒนาโมเดลการฝึกอบรมแบบผสมผสานตามหลักการนำตนเองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการรู้ดิจิทัล สำหรับครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

3. เพื่อศึกษาผลการใช้โมเดลการฝึกอบรมแบบผสมผสานตามหลักการนำตนเองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการรู้ดิจิทัล สำหรับในครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน