• กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 04-3754-416 (1756)

การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันตามแนวทาง Reality Pedagogy สำหรับวัยรุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
The Development of Reality Pedagogic Training Program for Enhanching Distress Tolerance of Adolescence in Northeastern

  • ปีงบประมาณ : 2563 | ประเภททุน : ทุน นิสิต ป.เอก
  • ผู้ร่วมโครงการ : อุมาพร ไวยารัตน์
  • งบประมาณที่ขอสุทธิ : 20,000 บาท

ความสำคัญ/ ที่มา :

   ปัจจุบันสังคมไทยมีสภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง และวัฒนธรรม ส่งผลต่อภาวะความเข้มแข็งของจิตใจ ทำให้ระดับความทนทานของคนเราลดลง เกิดเป็นปัญหาสังคมที่มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น (อัจฉรา สุขารมณ์. 2559 : 211) โดยสถิติล่าสุดเกี่ยวกับจำนวนคดีความรุนแรงในครอบครัว ผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำจำแนกประเภทตามความรุนแรงแบบรายปี 2558 ในสังคมไทย พบว่า ประเภทความรุนแรง : ทางกายมี 63 คดี ทางจิตใจมี24 คดี ทางสังคม 11 คดี ทางเพศ 7 คดี รวม 105 คดี คิดเป็นทางร่างกายร้อยละ 60 ทางจิตใจร้อยละ 22.86 ทางสังคมร้อยละ 10.48 และทางเพศร้อยละ 6.67 โดยด้านจำนวนผู้กระทำความรุนแรงที่เป็นชายในแต่ละประเภทของความรุนแรง จากสถิติเหล่านี้จะเห็นว่าเพศชายเป็นผู้ที่กระทำความรุนแรงมากที่สุดและเพศหญิงเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุดสถิตินี้มิได้จำแนกสาเหตุของความรุนแรงโดยเฉพาะที่มีเพศชายเป็นเพศที่ก่อความรุนแรงมากสุดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมแต่อย่างใดซึ่งถ้าจะลองเดาสุ่มหาสาเหตุแห่งความรุนแรงที่เกิดมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดจากการดื่มสุรา  บ้างก็จากการใช้อำนาจแบบผิดๆ บ้างหรือจากความเครียดทางเศรษฐกิจ เป็นต้น (สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 23 ต.ค. 2558)
              วัยรุ่นเกิดความตึงเครียดทางอารมณ์ได้ง่ายอย่างรวดเร็ว ขาดการควบคุม แสดงออกอย่างเปิดเผย เป็นวัยที่เต็มไปด้วยปัญหามากมาย และพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง ถ้าพฤติกรรมก้าวร้าวมีความรุนแรงถึงระดับสูงและแสดงออกในทิศทางไม่ถูกต้อง ย่อมเกิดอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง (วลัยกรณ์ แพร่กิจธรรมชัย.  2556 : 68) หากไม่รู้จักตนเองก็จะแสดงออกอย่างก้าวร้าวและทะเยอทะยาน การศึกษาควรสร้างเสริมความสามารถในการรู้เท่าทันตนเอง มิใช่เพื่อแค่สนองความอยากแสดงออกเท่านั้น (กฤษณมูรติ. 2556 : 31) การพัฒนาเอกลักษณ์แห่งตนคือวิธีการส่งเสริมการรู้เท่าทันตนเอง  เป็นการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์เพื่อการจัดการกับความเครียด และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวัยรุ่น  ซึ่งมีผลและมีความสัมพันธ์ต่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ( American Psychological Association.  2002 : 17) บุคคลที่มีความทนทานต่อภาวะกดดันสูงจะมีความสามารถในการปรับตัวต่อความทุกข์ ส่งผลกระทบต่อการกำกับตนเอง ความตั้งใจ  การประเมินผลความคิดเกี่ยวกับอารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจและสถานภาพทางกาย และมีการแสดงอารมณ์และพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อการเผชิญกับภาวะกดดันได้อย่างเหมาะสม (Zvolensky et al. 2010 : 407)  ความทนทานต่อภาวะกดดันหมายถึงความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ประกอบไปด้วยความทนทานน 5ประการ ได้แก่ ความทนทานต่อความไม่สะดวกสบายทางกาย ความทนทานต่อความไม่แน่นอน ความทนทานต่อความคลุมเครือ ความทนทานต่อความคับข้องใจ และความทนทานต่ออารมณ์ด้านลบ (Zvolensky.  2010 : 407)  ความทนทานต่อภาวะกดดันในระดับสูงมีบทบาทสำคัญเพื่อเสริมสร้างความสามารถที่จะอดทนต่อความรู้สึกด้านลบซึ่งสัมพันธ์กับการเลิกเสพยาเสพติด (Ehrlich. 2012 : 8) นอกจากนั้นผู้ที่มีความทนทานต่อความการถูกกระทำในระดับต่ำอาจเพิ่มระดับความทุกข์ทรมานและผลกระทบเชิงลบโดยรวมและอาจทำให้บุคคลไม่มีความสามารถในการทนต่อเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนหรือคลุมเครือ ซึ่งส่งผลให้บุคคลมีความรู้สึกไร้ค่าและรับรู้ตนเองว่าไม่สามารถที่จะทนต่อความทุกข์ทางอารมณ์  เป็นเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำด้วยความวิตกกังวล (Natalie M. et al  2016 : 101) นอกจากนั้นยังพบว่าความทนทานต่อภาวะกดดันมีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านลบควบคู่กับแรงจูงใจ  และปัญหาที่สัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาอีกด้วย (Catherine L..  Williams : 2015 : 91) สอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณธรรมจริยธรรมของคนไทย  จัดทำโดยศูนย์คุณธรรมและสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้พบว่าโมเดลคุณธรรมที่ควรปลูกฝังให้กับคนรุ่นใหม่มากที่สุดมี 6 ประการ คือ ความซื่อสัตย์  ความรับผิดชอบ  ความมีสติสัมปชัญญะ  ความขยันหมั่นเพียร  ความมีวินัย  ความทนทาน  โดยเฉพาะคะแนนความทนทานได้ 70.29 ซึ่งนักเรียนนักศึกษาได้อันดับน้อยสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ (ไทยรัฐออนไลน์.  2557 : ออนไลน์) ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาแนวการจัดประสบการณ์สำหรับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมด้านความทนทาน (ขันติ) ให้กับวัยรุ่นที่เป็นนักศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะนักศึกษาที่กำลังเรียนในระดับปริญญาตรี (มารศรี กลางประพันธ์.  2548 : 4-5)           
        การส่งเสริมและพัฒนาวัยรุ่นนั้น  ควรใช้วิธีการอภิปรายที่ยืดหยุ่นเพราะมีความเชื่อว่าวัยรุ่นทุกคนสามารถพัฒนาได้หากได้รับการสนับสนุนและการนำทางที่เหมาะสมสำหรับการก้าวผ่านความเสี่ยงสู่การเป็นผู้ใหญ่  โดยใช้วิธีการเชิงบวกและมีความหลากหลาย  วัยรุ่นทุกคนสามารถบอกเล่าถึงความคิดของตน  ได้ใช้ช่วงเวลาในชีวิตอย่างคุ้มค่า  ได้รับความใส่ใจ  และมีพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับพวกเขาอย่างเพียงพอ  ( American Psychological Association.  2002 : 34) นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล  ได้กล่าวถึงวิธีการให้ความช่วยเหลือวัยรุ่นว่า การฟังและการถาม การฟังด้วยสภาพจิตใจที่เปิดรับใช้การถามโดยไม่ตัดสินและทำให้เห็นตัวเองได้คือกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับตัววัยรุ่นได้ดีที่สุด ตัวเราในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเหลือจึงจะกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากโดยต้องมีความเข้าใจฝึกการเชื่อมโยง ไล่เรียงไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ ความคิด ความคาดหวัง ความต้องการของตัววัยรุ่น (กระทรวงสาธารณสุข, 2559 : 20)  Reality Pedagogy เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม  การรับฟังซึ่งกันและกันโดยไม่ตัดสิน การเคารพตนเองและผู้อื่น พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เป็นไปในเชิงบวก อีกทั้งเป็นการจัดการฝึกอบรมที่เน้นสภาพจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตและสังคมแวดล้อม  Reality pedagogy  ใช้หลักการ 5c ได้แก่  1. Cogenerative dialogues (การสนทนาร่วมกัน) 2. Coteaching (กระบวนการสอนแบบมีส่วนร่วม) 3. Cosmopolitanism (คตินิยมสากล) 4. Context (บริบท) 5. Content (เนื้อหา) (Emdin. 2011 : 287) การฝึกอบรมจำเป็นต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้เข้าอบรม  การให้ความรักความอบอุ่น ความเป็นกันเอง ให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจ (มรรยาท รุจิวิชชญ์.  2556 : 243) การเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันให้กับวัยรุ่น  จะทำให้วัยรุ่นสามารถรับรู้ เข้าใจภาวะอารมณ์ในปัจจุบันของตนเอง รวมทั้งความรู้สึกต่อต้านอารมณ์ด้านลบ สามารถรับมือกับความรู้สึกอันไม่น่าพึงพอใจทั้งทางความคิด อารมณ์และความทุกข์ทางกายช่วยลดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง  และลดพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น  อีกทั้งสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข ทั้งทางด้านการเรียนและชีวิตส่วนตัว ที่ จะทำให้วัยรุ่นไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดการรับรู้ตนเองในเชิงบวก มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ได้รับการยอมรับ แสดงออกถึงตัวตนได้อย่างสร้างสรรค์
        Emdin เสนอว่า Reality Pedagogy เป็นวิธีการที่ช่วยในการกระตุ้นและให้กำลังใจ เนื้อหาสามารถปรับเปลี่ยนและมีการค้นคว้าท้าทายกรอบความคิดแบบเดิม  เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียนทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมไปได้ดีที่สุดและเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากผลดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงจูงใจหรือเป็นการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วม ความตั้งมั่นในการเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดพลังอำนาจ (Tanzina Taher. 2012: 13-18)  ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันตามแนว Reality Pedagogy สำหรับวัยรุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่นตลอดจนช่วยให้วัยรุ่นสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เด็กและเยาวชนอยู่ในการอบรมดูแลของผู้สูงอายุ เนื่องจากบิดามารดาต้องออกไปทำงานนอกบ้านหรือไปขายแรงงานในต่างถิ่น ปัญหาที่ตามมาคือบุตรหลานได้รับการตามใจมากเกินไป ทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าวและเอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลเป็นปัญหาสังคมในอนาคต (วณิชชา ดำรงชัย.  2011 : 102) เมื่อเติบโตขึ้นวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยมีการย้ายถิ่นฐานเพื่อศึกษาต่อในเมือง ทั้งนี้เสรีภาพที่พบใหม่โดยปราศจากการควบคุมของครอบครัวและระยะทางที่ห่างจากการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชนทำให้พวกเขามีความเสี่ยงจากการแสวงหา การยั่วยวนล่อใจและเผชิญกับความกดดันจากเพื่อนมากขึ้น (มณฑิรา อินคชสาร.  2550 : 3) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ยังต้อแงประสบปัญหาเฉพาะบางประการโดยพบว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งต้องพลัดพรากจากครอบครัวจากบ้านและสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตและสุขภาพกายของนักศึกษาใหม่อย่างมาก (พิณนภา หมวกยอด.  2558 : บทนำ)
        จากการที่ผู้วิจัยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี  ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยรุ่นตอนปลาย  ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงเลือกทำการศึกษากับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 – 4 ในสถาบันอุดมศึกษาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดัน โดยใช้รูปแบบของการเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันตามแนวทาง Reality Pedagogy 

 

วัตถุประสงค์ :

             1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบของความทนทานต่อภาวะกดดันและตัวบ่งชี้

             2. เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมตามแนวทาง Reality Pedagogy เพื่อเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันสำหรับวัยรุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

             3. เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความทนทานต่อภาวะกดดันตามแนวทาง Reality Pedagogy สำหรับวัยรุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ