• กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 04-3754-416 (1756)

การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมการปรึกษาให้การปรึกษาออนไลน์
Needs Assessment to Develop Online Counseling Program

  • ปีงบประมาณ : 2565 | ประเภททุน : ทุน Fast Track
  • ผู้ร่วมโครงการ : ภมรพรรณ์ ยุระยาตร์
  • งบประมาณที่ขอสุทธิ : 60,000 บาท

ความสำคัญ/ ที่มา :

ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาและเป็นจุดเปลี่ยนจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ (Arnett, J. J., 2004) แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงพัฒนาการส่วนบุคคลในเชิงบวก (Evans, N. J. et al., 2009) แต่ในช่วงวัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยพบว่าเป็นช่วงเวลาสูงสุดในการเกิดอุบัติการณ์ของอาการความผิดปกติทางจิต (Ibrahim, A. K. et al., 2013) โดยพบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยประมาณ 12-46% ได้รับผลกระทบจากความผิดปกติของสุขภาพจิตไม่ว่าจะเรียนอยู่ชั้นปีไหนก็ตาม (Auerbach, R. P. et al., 2016; Auerbach, R. P. et al., 2018; Eisenberg, D., Golberstein, E., & Hunt, J. B., 2009; Verger, P. et al., 2009) ความผิดปกติทางจิตคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการเกิดโรคของคนวัยหนุ่มสาวในประเทศที่มีรายได้สูง (WHO, 2008) และเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์เชิงลบที่ต่อเนื่องยาวนานทั้งต่อบุคคลและสังคม รวมทั้งมีเกรดเฉลี่ยที่ลดลง (Eisenberg, D., Golberstein, E., & Hunt, J. B., 2009; Hysenbegasi, A. et al., 2005) ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน (Ishii, T. et al., 2018) และการดำเนินชีวิตที่แย่ลงในช่วงวัยต่อมา (Goldman-Mellor, S. J. et al., 2014; Niederkrotenthaler, T. et al., 2014) ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะมีความพร้อมในการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่งานวิจัยพบว่ายังมีช่องว่างของการบำบัดรักษาที่สำคัญในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยทางจิต ซึ่งมีนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเพียงหนึ่งในห้าที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมในระดับที่น้อยที่สุด (Auerbach, R. P. et al., 2016) ระยะเวลาโดยเฉลี่ยของความผิดปกติทางจิตที่ไม่ได้รับการรักษา ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีก 4-23 ปี (Wang, P. S. et al., 2005) และมีความสัมพันธ์กับผลของการบำบัดรักษาทางคลินิกที่แย่ลง (Ricky, C., & O’Donnell Siobhan, M. N., 2017) ดังนั้นการเข้าถึงบริการช่วยเหลือของนิสิตนักศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษา แต่นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็มาใช้บริการด้านสุขภาพจิตค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาของ Lustig S. et al. (2006) พบว่านิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยประมาณ 70% ที่ไม่ได้ใช้บริการปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ นิสิตนักศึกษารู้สึกลังเลที่จะขอรับการปรึกษาแบบเผชิญหน้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเอเชียที่มีความอับอายเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต จึงทำให้นิสิตนักศึกษาไม่กล้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ (Al-krenawi A. et al., 2009; Heflinger C. A., & Hinshaw S. P., 2010) ความห่างไกลในการเดินทางไปยังสถานที่ให้การปรึกษา การรับรู้ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการรับบริการปรึกษา การที่บุคคลถูกสังคมมองในแง่ลบต่อการแสวงหาความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพจิต เป็นต้น (Fishbein, M., & Ajzen, I., 2000; Al-Krenawi, A., & Graham, J. R., 2000) แต่เนื่องจากกระแสนิยมในการใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นอย่างนักเรียน และนิสิตนักศึกษาจะได้รับอิทธิพลมากที่สุด โดยคนไทยมีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) 52 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรไทย (DIGITAL 2020: THAILAND, 2020: Online) ซึ่งกลุ่มที่ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดได้แก่ กลุ่มนักเรียนหรือนักศึกษา ใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 50 นาที (สำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, 2563) ซึ่งการพัฒนาอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิตมนุษย์ รวมถึงอิทธิพลที่มีต่อสภาวะสุขภาพจิต (Sukmawati, I. et al., 2019) ดังนั้นการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อให้บริการปรึกษาเป็นแนวคิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม แต่เดิมบุคคลจะได้รับการปรึกษาแบบเผชิญหน้ากับผู้ให้การปรึกษา แต่ในยุคใหม่ของเทคโนโลยีมีแนวคิดเกี่ยวกับการให้บริการปรึกษาสามารถเกิดขึ้นได้บนอินเตอร์เน็ตซึ่งกำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ผู้ให้การปรึกษาสามารถทำผ่าน E-mail, Chats room, Webcam หรือผ่านทางโทรศัพท์ (Morin A., 2011) นอกจากนี้ในสองสามปีที่ผ่านมาประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเริ่มชัดเจนขึ้น (Davies, E. B., Morriss, R., & Glazebrook, C., 2014; Ebert, D. D., 2017) เนื่องจากการเข้าถึงบริการได้ง่ายและไม่มีการระบุชื่อผ่านอินเทอร์เน็ต รวมทั้งโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นสูง (Ebert, D. D. et al., 2018) โดยเห็นได้จากในปี ค.ศ. 2011 ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรแนะนำให้เพิ่มความพร้อมของการให้ความช่วยเหลือทางอินเทอร์เน็ตตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Internet Intervention) ให้แก่นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย (Royal College of Psychiatrists, 2011)

จากสถิติการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น และทำได้ง่ายขึ้น ทำให้บริการด้านสุขภาพจิตอิเล็กทรอนิกส์ (e-mental) เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับอุปสรรคในการบำบัดรักษา (Navarro, P. et al., 2019) ซึ่งการให้การปรึกษาออนไลน์เป็นการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นแก่ผู้ที่มีปัญหาด้านจิตใจ โดยมีนักจิตวิทยาหรือนักวิชาชีพเป็นผู้ให้บริการแก่ผู้รับการปรึกษาแบบไม่พบตัวกัน โดยมีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) การสนทนาผ่านโปรแกรมแชท (Chat program) และการสื่อสารผ่านทางจอวิดีโอ (Video conferencing) เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร (Mallen, M. J., & Vogel, D. L., 2005) ซึ่งทั้งผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษาจะอยู่คนละสถานที่ และติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Manhal-Baugus, M., 2001; Richards, D., & Viganó, N., 2013; Zainudin & Yusop, 2018) สาเหตุที่ผู้รับการปรึกษาเลือกใช้บริการปรึกษาทางอินเทอร์เน็ตได้แก่ การที่ผู้รับการปรึกษาอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีอุปสรรคทางด้านการคมนาคม หรือไม่สะดวกในการออกมานอกบ้าน เช่น ผู้ที่มีภาระหน้าที่ในการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่บ้าน หรือผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงตารางงาน มีการเดินทางบ่อย ๆ นอกจากนี้การปรึกษาทางอินเทอร์เน็ตยังมีประโยชน์กับผู้รับการปรึกษาที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการที่มีอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายเดินทาง รวมทั้งสาเหตุที่ผู้ให้การปรึกษาเลือกที่จะให้บริการทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากผู้ให้การปรึกษาสามารถให้บริการจากสถานที่ใด เวลาใดก็ได้ ช่วงเวลาทำงานค่อนข้างอิสระ ลดข้อจํากัดด้านการเดินทางได้ (Jones, G., & Stokes, A., 2009) รวมทั้งในปัจจุบัน การเข้าบริการปรึกษาออนไลน์ทำได้ง่ายตราบใดที่ยังมีอินเทอร์เน็ตสำหรับการให้การปรึกษาระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษา (Zainudin, Z, N., & Yusof, M. Y., 2018)

นอกจากนี้ยังมีผู้สนใจทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ (Mitchell, J., Vella-Brodrick, D., & Klein, B., 2010) สำหรับผู้รับบริการปรึกษาออนไลน์ เมื่อการได้รับความช่วยเหลือเข้าถึงได้ง่าย เนื่องจากไม่ได้ยึดติดกับสถานที่หรือเวลา ไม่มีการเปิดเผยชื่อ การช่วยเหลือมีค่าใช้จ่ายต่ำ (Bolier, L. et al., 2014; Chester, A., & Glass, C. A., 2006; Centore, A. J., & Milacci, F., 2008; Rodda, S. N., & Dan, I. L., 2014) และการช่วยเหลือสามารถปรับให้เหมาะสมกับผู้รับบริการปรึกษาออนไลน์แต่ละคน (เช่น การให้ข้อเสนอแนะย้อนกลับเป็นรายบุคคล) นอกจากนี้ผู้ให้การปรึกษาออนไลน์ยังได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น จากการที่มีมาตรฐานของการให้ความช่วยเหลือรูปแบบเดียวกัน เช่น มีการให้ข้อมูลที่เหมือนกันแก่ผู้รับบริการปรึกษาออนไลน์ทุกคน และสามารถลดความสับสนจากการสื่อสารที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างผู้ให้การปรึกษาออนไลน์และผู้รับบริการปรึกษาออนไลน์ (Gander, F., 2017)

การบริการสุขภาพจิตทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีการให้บริการสุขภาพจิตทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของห้องสนทนาออนไลน์ (Chat room) ผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น ซึ่งเป็นช่องทางการให้บริการสุขภาพจิตกับประชาชนทั่วไป โดยเปิดให้บริการผ่านทางอีเมลแอดเดรสที่ชื่อว่า counseling_sty@hotmail.com ซึ่งผู้รับการปรึกษามีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ถึงวัยผู้ใหญ่ทั่วไป (กรมสุขภาพจิต, 2551) รวมทั้งนักจิตวิทยาการปรึกษาจำนวนหนึ่งได้นำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ เป็นช่องทางในการบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา เรียกว่าเป็นการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ (Online Counseling) โดยการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านระบบแชท (Chat-based Online Counseling) ที่นักจิตวิทยาการปรึกษากับผู้มาปรึกษาใช้การพิมพ์สื่อสารผ่านตัวอักษรโดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พบหน้ากัน ในช่วงเวลาที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกัน (Synchronous) และเกิดขึ้นทันทีในขณะนั้น (Real time) นับเป็นการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่พบว่ามีการนำมาใช้ในการให้บริการแก่กลุ่มเยาวชนรวมถึงนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย (Vongtangswad, S., 2016) จึงเห็นได้ว่าการปรึกษาทางออนไลน์มีประสิทธิภาพ และส่งผลอย่างมากต่อการจัดการกับปัญหาในชีวิตประจำวันของนักศึกษามหาวิทยาลัย (Tannous, A., 2017)

จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยพบว่าในประเทศไทยมีการศึกษาเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นในการให้การปรึกษาออนไลน์ของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยค่อนข้างน้อย ซึ่งความต้องการจำเป็นเป็นกระบวนการที่ประเมินช่องว่างระหว่าง “สภาพที่เป็นจริง” และ “สภาพที่ควรเป็น” หรือสภาพที่ต้องการของสิ่งต่าง ๆ หรือสถานการณ์ที่สนใจศึกษา (Watkins R., Meiers M, & Visser Y. L., 2012) โดยขอบเขตของการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความต้องการจำเป็นมีหลากหลายรูปแบบ บางการศึกษาอาจวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และศึกษาวิธีการแก้ปัญหาสำหรับสาเหตุของความต้องการจำเป็นนั้น โดยมีการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นเพื่อหาสาเหตุ และสาเหตุของ “ความต้องการจำเป็น” และการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ และการประยุกต์ใช้ (Watkins R., & Kaufman, R., 1996) ซึ่งผู้วิจัยได้จากการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าการให้การปรึกษาออนไลน์มีองค์ประกอบทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ คุณลักษณะผู้ให้การปรึกษาสำหรับการให้การปรึกษาออนไลน์ คุณลักษณะผู้รับการปรึกษาสำหรับการให้การปรึกษาออนไลน์ การใช้งานระบบออนไลน์สำหรับการให้การปรึกษาออนไลน์ และสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดรักษาของการให้การปรึกษาออนไลน์ (Amichai-Hamburger, Y., 2017; Barak, A. et al., 2009; Bastemur, S., & Bastemur, E., 2015; Cipolletta, S., & Mocellin, D., 2018; Colbow, A. J., 2013; Fenichel, M. et al., 2002; Guay, C. et al., 2017; Harris, B., & Birnbaum, R., 2015; Lindinger-Sternart, S., & Piazza, N., 2015; Liu, S., 2015; Mendes-Santos, C. et al., 2019; Muir, S. D. et al., 2020; Proudfoot, J. et al., 2011; Richards, D., & Viganó, N., 2013; Ritterband, L. M. et al., 2009; Stoll, J. et al., 2020; Teh, L. A. et al., 2014; Teo, T. et al., 2020) ซึ่งหลังจากได้องค์ประกอบของการให้การปรึกษาออนไลน์แล้ว ผู้วิจัยนำมาสร้างเป็นเครื่องมือของการวิจัยเกี่ยวกับการประเมินความต้องการจำเป็นของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีต่อการพัฒนาการให้การปรึกษาออนไลน์ว่านิสิตมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาองค์ประกอบใดมากที่สุด จากนั้นจึงนำผลที่ได้จากการดำเนินการวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการวางแผนกำหนดแนวทางในการพัฒนาระบบการให้การปรึกษาออนไลน์ให้สอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้นจริง และสนองความต้องการของนิสิตมหาวิทยาลัยได้อย่างแท้จริง รวมทั้งผู้วิจัยมีแนวคิดว่าในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้โดยง่าย ทำให้นิสิตมหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงบริการปรึกษาได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาวะเพิ่มมากขึ้น ลดปัญหาสุขภาพจิต และมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

วัตถุประสงค์ :

          1. เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมการให้การปรึกษาออนไลน์ของนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

          2. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมการให้การปรึกษาออนไลน์ของนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มีเพศ ชั้นปี คณะ และผลการเรียนที่แตกต่างกัน

          3. เพื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมการให้การปรึกษาออนไลน์ของนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม