• กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • 04-3754-416 (1756)

การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะของนิสิตครู
Development of a Program to Enhance Student Teacher competency

ความสำคัญ/ ที่มา :

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวด 7 ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 52 บัญญัติให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบกระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงโดยการกำกับและประสานให้สถาบันที่ทำ

หน้าที่ผลิตและพัฒนาครูคณาจารย์รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542, 2542, หน้า 18) พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 80 บัญญัติให้มีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งและบางวิทยฐานะ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2547)

          วิชาชีพครูมีความจำเป็นต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมไทย อันมีผลกระทบมาจากการพัฒนาในยุคสังคมโลกาภิวัตน์ที่ทำให้ขอบข่ายของการสืบเสาะ ค้นคว้า แสวงหา และการถ่ายทอดความรู้การเรียนรู้เป็นไปอย่างกว้างขวางรวดเร็วพร้อมกับการขยายอย่างกว้างขวางของความรู้แห่งศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นในการปรับและเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาโดยรวม เพื่อให้การพัฒนาทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วิชาชีพครูจึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นวิชาชีพในการพัฒนาคนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้ชี้นำสังคมได้

(สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2556)

          ครูต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา รูปแบบหนึ่งของการพัฒนาครูคือการพัฒนาในสภาวะการทำงานปกติ โดยการประเมินผลการพัฒนาแล้วตอบสนองเป็นบำเหน็จรางวัล ตามระดับของการพัฒนา เป็นวิธีการให้แรงจูงใจแก่ครูได้พัฒนาตนเองซึ่งส่งผลให้งานประจำของเขาได้รับการพัฒนา (นฤมล, 2542)  ซึ่งครูเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ เพิ่มพูนคุณสมบัติที่ดีงามให้แก่ผู้เรียน ครูจึงมีอิทธิพลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างมากสมควรอย่างยิ่งที่ครูควรจะมีความพร้อมในด้านคุณลักษณะของตัวเองมีความเอาใจใส่ และเข้าใจผู้เรียน มีความประพฤติเหมาะสมเป็น

 

แบบอย่างที่ดีของผู้เรียน สิ่งสำคัญที่ควรได้รับคือความต้องการในการพัฒนาตนเองของครูว่าจะต้องการพัฒนาตนเองด้านไหน เรื่องใด อย่างไรบ้าง สามารถนำรูปแบบวิธีการและกิจกรรมการพัฒนามาใช้ได้อย่างเหมาะสมทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและสถานศึกษาคุณลักษณะที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพครูคือ การรู้จักบทบาทหน้าที่ภาระงานของตนเอง การเสริมสร้าง

          ครูคือทรัพยากรการศึกษาที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบการศึกษาในโรงเรียนและการศึกษาของประเทศ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่ผลิตครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม  เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนภายใต้บริบทการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ยุคที่ 4 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในควบคู่กับการเชื่อมโยงกับประชาคมโลก ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยขับเคลื่อนผ่านกลไกประชารัฐ โดยรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญให้การเตรียมคนไทยในยุค 4.0 เป็นวาระแรกในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 (สุวิทย์, 2559) ครูซึ่งมีหน้าที่หลักในการหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นพลเมือง 4.0 จึงถือเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 อย่างไรก็ดีการผลิตครูในปัจจุบันยังมีปัญหาหลายด้าน เช่น นโยบายการผลิตครูที่ขาดความต่อเนื่อง การผลิตครูที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ปริมาณและคุณภาพของคณาจารย์ครุศึกษา ขาดการบ่มเพาะจิตวิญญาณความเป็นครูและพัฒนาทักษะการสอน หลักสูตรมีรายวิชาเกี่ยวกับการสอนความรู้เนื้อหาน้อย ระบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพยังไม่มีคุณภาพ เป็นต้น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2558) 

          การที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้เกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง และมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการการพัฒนาทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะ “การพัฒนาคน” ให้มีการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการเรียนรู้ และการเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพของคน โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาประยุกต์ใช้ ทั้งในเชิงระบบและโครงสร้างของสังคมไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น (แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560 – 2564)  และสิ่งที่จะสามารถพัฒนาให้มีคุณภาพและนิสิตครูทุกคนพึงมีคือ  การพัฒนาสมรรถนะ

          สมรรถนะ (Competency) มีผลเชื่อมโยงกับการประเมินคุณภาพงานตามที่ภาครัฐได้มีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และผู้ปฏิบัติงานถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลซึ่งจะต้องสามารถวัดผลงานออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น (นภารัตน์, 2554) โดย McClelland (1973) กล่าวว่า

สมรรถนะเป็นคุณลักษณะของบุคคลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ความสามารถ (Ability) และคุณลักษณะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (Other Characteristics) และเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากแรงผลักดันเบื้องลึก (Motives)

อุปนิสัย (Traits) ภาพลักษณ์ภายใน (Self-image) และบทบาทที่แสดงออกต่อสังคม (Social role)
ที่แตกต่างกันทำให้แสดงพฤติกรรมการทำงานที่ต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ส่วนราชการบริหารทรัพยากรบุคคลตามกรอบมาตรฐานความสำเร็จด้าน
การบริหารทรัพยากรบุคคล (Standard for Success) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อความสำเร็จของส่วนราชการในปัจจุบันได้มีแนวโน้มการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างต่อเนื่องขององค์กรโดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรด้านการเงินงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้คือทรัพยากรมนุษย์เพราะถือว่าเป็นรากฐานในการผลิตหรือหัวใจหลักในการดำเนินงานขององค์กร กระบวนการการพัฒนาสมรรถนะของทรัพยากรมนุษย์จึงได้มีการนำมาใช้ทั้งภาคเอกชนและภาคหน่วยงานราชการ

          ประเทศไทยได้มีการนำแนวความคิดสมรรถนะ (Competency) มาใช้ในองค์กรที่เป็นเครือข่ายบริษัทข้ามชาติชั้นนำก่อนที่จะแพร่หลายเข้าสู่บริษัทและองค์กรชั้นนำของประเทศ เช่น เครือปูนซีเมนต์ไทย ธนาคาร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ฯลฯ และเนื่องจากภาคเอกชนได้นำแนวคิดสมรรถนะไปใช้และเกิดผลสำเร็จอย่างเห็นชัดเจน ดังเช่น กรณีของเครือปูนซีเมนต์ไทยมีผลทำให้เกิดการตื่นตัวในระบบราชการ โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้นำแนวความคิดนี้มาใช้ในการพัฒนาข้าราชการพลเรือน ในระยะแรกได้ทดลองนำแนวความคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยึดหลักสมรรถนะมาใช้ในระบบการสรรหาผู้บริหารระดับสูง (นลินี, 2554) และในปัจจุบันระบบราชการได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ได้ตั้งเป้าประสงค์โดยต้องการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีทักษะที่เหมาะสมในการทำงาน และได้กำหนดกลยุทธ์ด้านที่ 3 การพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าครูต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะตามสมรรถนะด้านการพัฒนาตนเองเพื่อปฏิบัติงานและการสอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามหลักการจัดการศึกษา (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2, 2559)

 

          ในการผลิตครูหรือการพัฒนาครูในต่างประเทศ ต่างก็มุ่งเน้นการพัฒนาวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีการกำหนดคุณลักษณะที่ใช้ร่วมกัน 7 ด้านคือ 1. ด้านเนื้อหา 2. ด้านการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น 3. ด้านการทำงานร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในบริบทของงานประจำที่ทำอยู่ 4. ด้านการจำลองหรือการทดลองปฏิบัติการ 5. ด้านการฝึกสอน 6. การเสนอข้อคิดเห็นหรือผลสะท้อนกลับที่ได้ 7. การพัฒนาที่ยั่งยืน (Hammond : 2017) ซึ่งจะเห็นได้ว่าในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพให้มีคุณภาพสูงสร้างพื้นที่ให้ครูแบ่งปันความคิดเห็นและร่วมมือกันในการเรียนรู้ในบริบทของงานที่ทำอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การสอนแบบใหม่ให้กับนักเรียนและห้องเรียนของครู การรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยการวิเคราะห์ผู้เรียน เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนเริ่มทำการสอน  ครูผู้สอนทุกคนต้องมีความเข้าใจว่านักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตที่ไม่เหมือนกัน  ถูกหล่อหลอมจนเกิดพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ แตกต่างกันออกไป การรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มจะช่วยให้ครูมีข้อมูลที่สำคัญในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ตามความต้องการ ความถนัด ความสนใจการเรียนรู้ชองผู้เรียนแต่ละคน ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เรียนอย่างชัดเจนจะช่วยให้เข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาหรือป้องกันแก้ไขปัญหานักเรียนได้อย่างถูกทาง

          คณะศึกษาศาสตร์เป็นสถาบันผลิตครูที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเตรียมครูผู้สอน โดยจัดหลักสูตรและรายวิชาที่เตรียมนิสิตครูให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอทั้งในด้านวิชาชีพครู และเนื้อหาวิชาเฉพาะ สถาบันผลิตครูต้องพัฒนานิสิตครูให้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญในการออกแบบและการจัดการเรียนรู้ในวิชาเฉพาะหรือวิชาเอกอย่างบูรณาการหรือเรียกว่าสมรรถนะความรู้ความสามารถในการสอนเนื้อหาวิชาเฉพาะ (Pedagogical Content Knowledge: PCK) ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา และประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์และสาขาศึกษาศาสตร์ (หลักสูตรสี่ปี) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2562) โดยจัดโอกาสให้นิสิตครูเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและวิธีการสอนและตรวจสอบการปฏิบัติการสอนของตนเอง การทำงานร่วมมือกันและการสะท้อนความคิด ภายใต้การให้ความช่วยเหลือของอาจารย์นิเทศและอาจารย์พี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์  (Loucks-Horsley et al., 1998; NRC, 1996; NSDC, 2001)

          ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาโปรแกรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของนิสิตครู  
รวมทั้งความสามารถในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะสมกับผู้เรียน และความสามารถในการสอนของตน ซึ่งการมีสมรรถนะ น่าจะช่วยให้นิสิตมีความสามารถในการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพในสถานศึกษามากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ :

1. เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะของนิสิตครู

          2. เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของนิสิตครู

                    2.1 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะของนิสิตครู ที่ใช้โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะ ที่พัฒนาขึ้น

                     2.2 เพื่อประเมินความพึงพอใจของนิสิตกลุ่มเป้าหมายที่ใช้โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะ ที่พัฒนาขึ้น