โครงการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการนวดไทยและสมุนไพรไทยในชุมชน

โครงการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการนวดไทยและสมุนไพรไทยในชุมชน


  • รหัสโครงการ : 5607001
  • ปีงบประมาณ : 2556 | ประเภททุน : โครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งศิลปวัฒนธรรม
  • หัวหน้าโครงการ : สุวรรณา แม่นปืน
  • คณะ/หน่วยงาน : คณะแพทยศาสตร์
  • ภาควิชา/หลักสูตร : ภาควิชาแพทยศาสตร์ / แพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต
  • ช่วงเวลาดำเนินการ : กุมภาพันธ์ 2556 - 30 กันยายน 2556
  • พื้นที่ดำเนินการ : พื้นที่เรือนอิสาน (เรือนประยุกต์หลังใหญ่ ชั้น 2) และห้องประชุมใหญ่ โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

          ระบบการแพทย์พื้นบ้านนับว่าเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของท้องถิ่นซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อหรือประสบการณ์แต่ละท้องถิ่นที่มีการสืบทอดโดยใช้กระบวนการอย่างหลากหลาย ทั้งการถ่ายทอดกันภายในครอบครัวสู่ลูกหลาน การถ่ายทอดระหว่างครูกับลูกศิษย์ ยังไม่มีแบบแผนในการเรียนการสอนที่แน่นอน มีการรักษาที่หลากหลายเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคม วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวกำลังลดน้อยลงจนในที่สุดอาจจะไม่มีใครได้เก็บรวบรวมองค์ความรู้เหล่านี้ไว้ ตามที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้กำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคณะ/หน่วยงานเกิดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และมีความภูมิใจความเป็นไทย มีจิตสำนึกเรื่องความเป็นไทย โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาของท้องถิ่น และวัฒนธรรมประจำแต่ละชาติพันธุ์ พัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์และการฟื้นฟูความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นและชาติพันธุ์ ภายใต้ “โครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งศิลปะวัฒนธรรม” เพื่อสนับสนุนให้ทุกหลักสูตรมีส่วนร่วมในการให้บริการวิชาการและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแบบยั่งยืน ในรูปแบบต่างๆตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของหลักสูตรโดยบูรณาการการเรียนการสอนและการวิจัยโดยประยุกต์ตามโจทย์ที่ชุมชนและท้องถิ่นต้องการให้ครอบคลุมและทั่วถึงประชาชนและชุมชนมากขึ้น และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต ได้เล็งเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ดังกล่าว จึงได้จัดโครงการรวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ในรูปแบบรายลักษณ์อักษร โดยมีรูปแบบวิธีการดำเนินโครงการประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนแรก คือ เก็บข้อมูลของหมอพื้นบ้านซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาองค์ความรู้ดังกล่าว และข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการในการรักษาผู้ป่วยของหมอแต่ละท่าน ขั้นตอนที่สอง เป็นสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง หมอพื้นบ้าน คณาจารย์ บุคลากรด้านสุขภาพในชุมชน และนิสิต และขั้นตอนสุดท้าย เป็นการคืนข้อมูลให้ชุมชนเป็นลายลักษณ์อักษร และจากผลการเก็บข้อมูลได้ดังนี้ จากการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการนวดไทยและสมุนไพรไทยในชุมชนบ้านขามเรียงมีจำนวนหมอพื้นบ้านทั้งสิ้น 23 ราย แบ่งเป็นชาย 13 ราย หญิง 10 ราย แบ่งเป็นประเภทของหมอพื้นบ้านประกอบด้วย หมอเป่าจำนวน 10 ราย หมอน้ำมันจำนวน 1 ราย หมอยาสมุนไพรจำนวน 1 ราย และหมอนวดจำนวน 11 ราย โดยมีเนื้อหาดังนี้

          หมอน้ำมันและหมอเป่าส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดกันภายในครอบครัว และเป็นผู้ชายทั้งหมด ค่าครูที่ใช้จะมีองค์ประกอบหลัก คือ ขันธ์ 5, เงิน, ผ้า, เหล้าขาว และไข่ไก่สด เริ่มเรียนหรือยกครูในวันอังคารเท่านั้น ส่วนข้อห้ามของหมอในการปฏิบัติตัวประกอบด้วยประเด็นหลัก คือ ห้ามลอดใต้ราวผ้าหรือเครือกล้วย ห้ามกินฟักต่างๆ ห้ามกินมังสัง 10 อย่าง (มังสังที่พระพุทธเจ้าห้าม) บางรายจะมีห้ามกินเครื่องใน ห้ามกินของต่อจากคนอื่น ห้ามกินของบ้านงานศพ และมีหมอเป่าพิษงู 1 รายมีข้อห้ามที่แตกต่างจากหมอท่านอื่น คือ ห้ามกินงู ห้ามฆ่างู ส่วนการรักษาของหมอเป่าก่อนจะทำการเป่าจะมีค่าครู หลักๆ ประกอบด้วย ขันธ์ 5 และเงิน หมอบางท่านอาจจะมี ผ้าขาว, ผ้าถุงเพิ่มเติม ส่วนสมุนไพรที่จะใช้ในการเป่าก็จะมีแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโรค เช่น โรคงูสวัดสมุนไพร ได้แก่ หมาก และพลู แต่หมอบางท่านจะใช้ว่านไฟ (ไพล) โรคเกี่ยวกับน้ำเหลืองจะใช้ปูนขาวในการเป่า และถ้ามีอาการทางกระดูจะใช้น้ำมันงาเป่า เป็นต้น ซึ่งในการเป่าแต่ละครั้งจะมีการท่องบทสวดมนต์ก่อน และจะเป่าเพียง 3 ครั้งเท่านั้น และเป่าเช้า-เย็น การเป่านั้นจะไม่ทำหลังจากพระอาทิตย์ตก นอกจากการเป่าแล้วหมอบางรายอาจจะมียาทาเพิ่มเติม บางรายจะมียาฝนทารวมด้วย และหลังจากที่ทำการรักษาแล้วยังมีข้อห้ามสำหรับคนไข้ เช่น ห้ามกินของหมักดอง ห้ามกินปลาไหล ห้ามกินไก่ ห้ามกินหอย, ปู ห้ามกินปลาตัวเล็ก เป็นต้น ส่วนหมอน้ำมันรูปแบบการรักษาจะเป็นการทาน้ำมันบริเวณที่มีอาการ และมีการท่องคาถา ในการทาน้ำมันจะมีมีเป่าร่วมด้วย ส่วนหมอนวดจะมีทั้งหมอผู้หญิง และหมอผู้ชาย องค์ความรู้ต่างๆ มักจะได้จากการเรียนหรืออบรม บางท่านอาจจะเรียนด้วยตัวเอง และฝึกฝนเพิ่มเติมเพื่อเกิดความชำนาญ รูปแบบการรักษาจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่อาจจะมีความแตกต่างที่ท่าที่ใช้ในการนวด นอกจากการนวดแล้วอาจจะมีการประคบด้วยสมุนไพร หรือการทาน้ำมันเพิ่มเติม ส่วนใหญ่กลุ่มที่มารักษามักจะมีอาการเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ส่วนข้อปฏิบัติของหมอนวดจะมีเพียงแค่ให้รักษาศิล 5 จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหมอเป่า และหมอน้ำมันล้วนแต่เป็นหมอผู้ชายเนื่องจากกรรมวิธี และข้อห้ามต่างๆ ค่อนข้างเคร่ง

          โดยโครงการได้มีการบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนวิชาหัตถเวชกรรมไทยประยุกต์ และเภสัชกรรมไทยประยุกต์ ของนิสิตชั้นปีที่ 3 ส่วนวิชาเภสัชพฤกษศาสตร์และพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ของนิสิตชั้นปีที่ 2 ซึ่งในรายวิชาของนิสิตชั้นปีที่ 3 เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของสมุนไพร และเรื่องการนวด ส่วนรายวิชาของนิสิตชั้นปีที่ 2 เนื้อหาจะเน้นเรื่องการเข้าชุมชน การสัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ทำให้นิสิตได้เรียนรู้ทักษะที่เพิ่มเติมจากเนื้อหาในชั้นเรียน