การศึกษากลุ่มชนพื้นเมือง กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน<br>The Study Indigenous Case Study of Phuket, Phang Nga, Krabi Province to Creative Performances Dance

การศึกษากลุ่มชนพื้นเมือง กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน
The Study Indigenous Case Study of Phuket, Phang Nga, Krabi Province to Creative Performances Dance


ไทย :

ชื่อเรื่อง  :           การศึกษากลุ่มชนพื้นเมือง กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่

                         สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน

ผู้วิจัย    :           นายสาวิตร  พงศ์วัชร์

ผู้ช่วยวิจัย :         นายยุทธพงษ์  ต้นประดู่

มหาวิทยาลัย        มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต          ปีที่พิมพ์  :    2561

 

 

 

บทคัดย่อ

 

           การวิจัยเรื่องการศึกษากลุ่มชนพื้นเมือง กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและเครื่องแต่งกายของชาติพันธุ์ซาไก ชาวเลและบาบ๋า 2) เพื่อการประยุกต์รูปแบบพิธีกรรมและเครื่องแต่งกายของชาติพันธุ์บาบ๋า ชาวเล ซาไก สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน ขอบเขตของพื้นที่วิจัยคือ บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี จังหวัดพังงา บริเวณเกาะศรีบอยา จังหวัดกระบี่ บริเวณแหลมตุ๊กแกและย่านเมืองเก่า จังหวัดภูเก็ต โดยใช้เป็นกรณีศึกษาแบบเจาะจง การศึกษาข้อมูลการวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มย่อยจำนวน 3 ครั้ง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น กรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และอาจารย์สาขาวิชาศิลปะการจัดการแสดง เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษากลุ่มชนพื้นเมือง กรณีศึกษาจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน พร้อมทั้งนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการบรรยายอย่างละเอียด

           ผลการวิจัยพบว่า 1) ชาติพันธุ์ซาไก เป็นกลุ่มชนที่อาศัยในป่าลึก มีแหล่งน้ำ ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ ลักษณะรูปร่างเตี้ย ผิวดำ ริมฝีปากหนา ท้องป่อง น่องสั้นเรียว ผมหยิกคล้ายก้นหอยติดหนังศีรษะ มีความเชื่อในภูตผีปีศาจ การแต่งกายที่สำคัญนิยมใช้ใบไม้ เปลือกไม้หรือตะใคร่น้ำที่เป็นแผ่นขนาดใหญ่มาผึ่งแสงแดดให้แห้งสนิทจึงนำมาถักเป็นเครื่องนุ่งห่ม สตรีซาวซาไกนุ่งยาวถึงหัวเข่าหรือบริเวณน่อง ใช้ผ้าคาดอกหรือเปลือยอก บุรุษนุ่งสั้นบริเวณหัวเข่าและเปลือยอก ส่วนเด็กเล็กจะไม่สวมเครื่องแต่งกาย 2) ชาติพันธุ์ชาวเล เป็นกลุ่มชนที่เดินทางอพยพเร่ร่อนทางทะเลเร่ร่อนอาศัยบนเรือไม้ระกำ ดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาของป่าและล่าสัตว์ทะเล การแต่งกายที่สำคัญผู้ชายสวมผ้าขาวม้าหรือสวมกางเกงกางเกงเล ผ้าขาวม้าคาดเอว เปลือยท่อนบน ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะกระโจมหน้าอก แต่เมื่อมีการติดต่อธุระนอกชุมชนผู้หญิงนิยมสวมเสื้อและนุ่งผ้าปาเต๊ะแบบชาวจีนและชาวไทยนิยมสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด 3) ชาติพันธุ์บาบ๋า เป็นลูกผสมโดยบิดาเป็นหนุ่มอพยพจากประเทศจีนและสมรสกับหญิงพื้นเมืองชาวภูเก็ต เป็นกลุ่มชนที่มีความมัธยัสถ์สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐี การแต่งกายที่สำคัญบุรุษนิยมแต่งกายแบบสากล สตรีนิยมแต่งกายโดยผสมผสานเครื่องแต่งกายระหว่างไทยพุทธ ไทยจีนและไทยมุสลิม 2) ผลจากการประชุมกลุ่มย่อย พบว่า กลุ่มผู้รู้และผู้ปฏิบัติ มีแนวคิดร่วมกันโดยสรุปด้านการพัฒนารูปแบบเครื่องแต่งกายของกลุ่มชนดังกล่าว สู่งานสร้างสรรค์ระบำชาติพันธุ์อันดามัน โดยเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานการอนุรักษ์ เหล่านี้สามารถส่งผลด้านการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต  โดยทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมต้องวางแผนและดำเนินการอย่างจริงจัง อีกทั้งสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างสัมพันธภาพเชิงบวกทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค อีกทั้งด้านการผลิตสินค้าโดยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถส่งเสริมและสนับสนุนด้านการสร้างเศรษฐกิจระดับจุลภาคซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนได้

English :

TITLE               The Study Indigenous Case Study of Phuket, Phang Nga, Krabi Province to Creative Performances Dance

AUTHOR           Mr. Sawit  Pongvat

CO - AUTHOR    Mr. Yuttapong Tonpradoo

UNIVERSITY       Phuket  Rajabhat University          B.E.     2018

 

 

 

ABSTRACT

 

           The Study The Study Indigenous Case Study of Phuket, Phang Nga, Krabi Province to Creative Performances Dance research employed qualitative methods. This research aimed to 1) study history forms, Ethnic Sakai, Gypsy and Baba 2) Apply Ritual style and and Costumes towards Creative Performances Dance.The areas of this research were The Tanaosri Mountain Range Phang Nga Province, The Sri-Bo-Ya Krabi Province, The Cape Tookkae and The old towns Phuket of Phuket Province. The methodology of this research included two stages. The key methods for data collection were the study of documents, observation, interviews, and three focus groups with stakeholders;  Phuket Culture board committees, Administrative Organization, and Performance Arts Program teachers. Data analysis was presented descriptively.

           The research findings showed 1) the history; Ethnic Sakai (A group of people living in deep forests, Water source, Living with wildlife and hunting. The shape is black, the lips are thick, the thighs are thin Curly hair like a scalp. Have believe in ghosts. The Important costumes use leaves, bark or moss The sun to dry completely. The knit is a garment. Sakai women wear long knee or calf. Use cloth or bare chest Men wear short skirts and bare hips The children do not wear costumes) 2) Gypsy (It is a group of people who migrate nomadic sea wreckage on a wooden board Living with wildlife hunting. The Important costumes use Men wear loincloth or pants. Loin loin loincloth Women's Dresses, Spaghetti Chest Bibs But when the business is outside the community Women wear traditional Chinese and Thai traditional dressing gowns)3) Baba (The father was a young immigrant from China and married a native woman of Phuket t is a group of people who can make money and make a millionaire. The most important dress for a man Women dressed in costume blend of Thai Buddhism. Thai, Chinese and Thai Muslims) The results of the focusgroups found that the knowledge and practical group There is a common concept Indigenous to Creative Performances  dance. By development on a conservations. These can integrate cultural tourism. However The government, the private sector and the civil society. It is planned and taken seriously. Can create a network of people positive relationships both within and between regions. These result micro economics development.