มานิกลุ่มคนชายขอบ : การประยุกต์สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์<br>Mani Margin Group : The Application to cheerleaders

มานิกลุ่มคนชายขอบ : การประยุกต์สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์
Mani Margin Group : The Application to cheerleaders


ไทย :

การวิจัยเรื่องมานิกลุ่มคนชายขอบ : การประยุกต์สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและเครื่องแต่งกายของชาติพันธุ์มานิ 2) เพื่อการประยุกต์เครื่องแต่งกายของชาติพันธุ์มานิ สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์  ขอบเขตของพื้นที่วิจัยคือ บริเวณเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง โดยใช้เป็นกรณีศึกษาแบบเจาะจง การศึกษาข้อมูลการวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มย่อยจำนวน 3 ครั้ง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น กรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และอาจารย์สาขาวิชาศิลปะการจัดการแสดง เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษามานิกลุ่มคนชายขอบ : การประยุกต์สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์ พร้อมทั้งนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการบรรยายอย่างละเอียด

           ผลการวิจัยพบว่า 1) ชาติพันธุ์มานิ เป็นกลุ่มชนที่อาศัยในป่าลึก มีแหล่งน้ำ ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ ลักษณะรูปร่างเตี้ย ผิวดำ ริมฝีปากหนา ท้องป่อง น่องสั้นเรียว ผมหยิกคล้ายก้นหอยติดหนังศีรษะ มีความเชื่อในภูตผีปีศาจ ในอดีตการแต่งกายที่สำคัญนิยมใช้ใบไม้ เปลือกไม้หรือตะใคร่น้ำที่เป็นแผ่นขนาดใหญ่มาผึ่งแสงแดดให้แห้งสนิทจึงนำมาถักเป็นเครื่องนุ่งห่ม สตรีซาวซาไกนุ่งยาวถึงหัวเข่าหรือบริเวณน่อง ใช้ผ้าคาดอกหรือเปลือยอก บุรุษนุ่งสั้นบริเวณหัวเข่าและเปลือยอก ส่วนเด็กเล็กจะไม่สวมเครื่องแต่งกาย แต่สภาพสังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ส่งผลให้ชาติพันธุ์มานิต้องปรับตัวเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงโดยการรับสิ่งของบริจาคและเมื่อไม่สามารถหาอาหารได้ในป่า ชาติพันธุ์มานิบางส่วนได้เข้าเมืองเพื่อหางานทำและเดินขอข้าวสาร อาหารสดจากรีสอร์ทและบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียง 2) ผลจากการประชุมกลุ่มย่อย พบว่า กลุ่มผู้รู้และผู้ปฏิบัติ มีแนวคิดร่วมกันโดยสรุปด้านการพัฒนารูปแบบเครื่องแต่งกายของกลุ่มชนมันนิ สู่งานแสดงเชียร์ลีดเดอร์ โดยเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานการอนุรักษ์ เหล่านี้สามารถส่งผลด้านการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง  โดยทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมต้องวางแผนและดำเนินการอย่างจริงจัง อีกทั้งสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างสัมพันธภาพเชิงบวกทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค อีกทั้งด้านการผลิตสินค้าโดยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถส่งเสริมและสนับสนุนด้านการสร้างเศรษฐกิจระดับจุลภาคซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนได้

English :

The Study Mani Margin Group : The Application to cheerleaders research employed qualitative methods. This research aimed to 1) study history forms, Mani Ethnic 2) Apply Costumes towards cheerleaders.The areas of this research was The Khao Lung Wildlife Sanctuary, Trang province, The methodology of this research included two stages. The key methods for data collection were the study of documents, observation, interviews, and three focus groups with stakeholders;  Culture board committees, Administrative Organization, and Performance Arts Program teachers. Data analysis was presented descriptively.

           The research findings showed 1) the history; Mani Ethnic (A group of people living in deep forests, Water source, Living with wildlife and hunting. The shape is black, the lips are thick, the thighs are thin Curly hair like a scalp. Have believe in ghosts. The Important costumes use leaves, bark or moss the sun to dry completely. The knit is a garment. Mani women wear long knee or calf. Use cloth or bare chest men wear short skirts and bare hips the children do not wear costumes) The Present Social Moment have changed dramatically Natural resources are destroyed. As a result, ethnic Malays have to adjust to live in the midst of change by donating items and when can' t find food in the forest some Mani Margin Group come to the city to find work and go for rice fresh food from the resort and nearby houses

           The results of the focusgroups found that the knowledge and practical group There is a common concept Mani Margin Group to cheerleaders. By development on a conservations. These can integrate cultural tourism. However The government, the private sector and the civil society. It is planned and taken seriously. Can create a network of people positive relationships both within and between regions. These result micro economics development