รูปแบบการพัฒนากาบชกเป็นจั่งซุ๋ยสู่งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์<br>THE DEVELOPMENT ARENGA WESTERHOUTTI GRIFF SHELL WAS JUNGSUI TO CREATIVE DANCE

รูปแบบการพัฒนากาบชกเป็นจั่งซุ๋ยสู่งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์
THE DEVELOPMENT ARENGA WESTERHOUTTI GRIFF SHELL WAS JUNGSUI TO CREATIVE DANCE


ไทย :

การวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนากาบชกเป็นจั่งซุ๋ยสู่งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์  เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประวัติของต้นชก (ต้นลูกฆ่าแม่) 2) เพื่อการพัฒนากาบชก(เยื่อห่อหุ้มลำต้นชก) สู่การประดิษฐ์จั่งซุ๋ย (เสื้อกันฝนประดิษฐ์จากเยื่อห่อหุ้มลำต้นชก) 3) เพื่อการพัฒนาจั่งซุ๋ย (เสื้อกันฝนประดิษฐ์จากเยื่อห่อหุ้มลำต้นชก) สู่งานหัตถศิลป์สร้างสรรค์  ขอบเขตของพื้นที่วิจัยคือ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา โดยใช้เป็นกรณีศึกษาแบบเจาะจง การศึกษาข้อมูลการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มย่อยจำนวน 2 ครั้ง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มผู้เพาะปลูกและจำหน่ายผลิตผลจากต้นชก เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการอนุรักษ์เสื้อกันฝน (จั่งซุ๋ย) และศึกษาแนวทางการออกแบบสู่เครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงสร้างสรรค์ พร้อมทั้งนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการบรรยายอย่างละเอียด

            ผลการวิจัยพบว่า 1) ต้นชกเป็นพืชประจำท้องถิ่นภาคใต้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 15 – 20 ปี จึงออกผล ลักษณะของผลเป็นทลาย ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า นิ้ว ลักษณะของผลคล้ายลูกวงกลม มีสีเขียว ขนาดประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร โดยเมื่อออกผลจะยืนต้นตาย จึงได้รับฉายาว่า ต้นลูกฆ่าแม่ 2) กรรมกรเหมืองแร่ได้สร้างภูมิปัญญาโดยนำกาบชก (เยื่อห่อหุ้มลำต้นชก) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่ามาประดิษฐ์จั่งซุ๋ย (เสื้อกันฝนประดิษฐ์จากเยื่อห่อหุ้มลำต้นชก) เพราะมีความทนทานต่อการสวมใส่เพื่อป้องกันฝนขณะทำเหมืองแร่ โดยพบขั้นตอนการประดิษฐ์จั่งซุ๋ยจำนวน 7 ขั้นตอน 3) จังหวัดพังงามีความหลากหลายของพืชประจำท้องถิ่นแต่ด้วยจำนวนของนักท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการรุกล้ำพื้นที่ทางธรรมชาติ ระบบนิเวศและพืชประจำท้องถิ่นถูกทำลาย แต่พืชประจำท้องถิ่นบางชนิดที่ไร้คุณค่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและระดับมหภาคได้และสามารถรักษาองค์ความรู้ด้านการประดิษฐ์เสื้อกันฝน (จั่งซุ๋ย) ได้ อีกทั้งเมื่อนำมาประยุกต์สู่งานหัตถศิลป์ต้องให้กลุ่มคนท้องถิ่นเกิดการยอมรับเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและเหมาะสมกับการเคลื่อนไหวสำหรับนักแสดง

English :

ABSTRACT

           The Study of The Development Arenga Westerhoutti Griff shell was Jungsui                          to Creative Dance employed qualitative methods. This research aimed to 1) To study the history of Arenga Westerhoutti 2) The development of the Arenga Westerhoutti Griff shell to Jungsui 3) The development of the Jungsui to creative dance. The areas of this research were Bang Toey Subdistrict, Mueang District, Phang Nga Province. The methodology of this research included three stages. The key methods for data collection were the study of documents, observation, interviews, and two focus groups with stakeholders;  Administrative Organization. Data analysis was presented descriptively.

          The research findings showed 1) The Arenga Westerhoutti is a local southern plant with a growth period of about 15 - 20 years, so the result will be released when the result will die 2) Mining miners have created wisdom by bringing Arenga Westerhoutti Griff shell is something that is not invented to Jungsui because it is resistant to wear to prevent rain. By discovering the steps of the invention of the seven steps. 3) Phang Nga Province has a variety of local plants but many tourists resulting in problems in the encroachment of natural areas. Local ecosystems and plants are destroyed. But some local plants that are worthless. This applied to create economies at both micro and macro levels and able to maintain the inventive knowledge the Jungsui. When applied to craftsmanship, the local group must accept to prevent the consequences and suitable for movement for actors